ความวุ่นวายซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในสังคมของคนไทยขณะนี้ มีต้นเหตุจากความสับสนทางความคิดของคนไทย ซึ่งได้รับการปลูกฝังบ่มเพาะและทำนุบำรุงกันเรื่อยมา เนิ่นนานแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนไทยมีความคิดสับสนนั้น ทุกคนทราบว่าเป็นเพราะระบบการศึกษา เหตุที่ต้องมีการกล่าวหาอย่างเหมารวมอย่างนี้ ก็เพราะผู้กล่าวไม่รู้จริง แต่ก็ไม่อยากทำตัวให้เห็นว่าเป็นคนโง่ในสายตาของผู้อื่น ก็จึงประกาศความเป็นตัวตนของตัวเองออกมา ก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่"ปัญญาตระหนักได้ด้วยถ้อยคำ" ซึ่งอาจจะผิดกับข้าพเจ้าผู้เขียนข้อความนี้ ที่ขอประกาศแบบคนใจแคบว่า "การสอนภาษาของคนไทย"เป็นสาเหตุสำคัญยิ่งต่างหาก และทำให้ผู้เรียนรู้ ต้องรับรู้อย่างสับสนจับต้นชนปลายไม่ติด ถ้าให้เขียนแบบไม่เกรงใจกันแล้ว ต้องเขียนว่า สังคมไทยเละเทะเพราะผู้มีอำนาจชี้นำสังคมไทยเลอะเทอะ ความจริงการแก้ไขปัญหาของสังคมไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงแต่ประการใด เพียงแต่แก้ไขไม่ถูกจุด หรือเกาไม่ถูกที่คัน หรือคันหัวแต่เกาหัวโดยไม่ถอดหมวก มันก็ทำนองนี้แหละ สุภาษิตจีนว่า ล้มตรงไหนก็ลุกตรงนั้น พระพุทธพจน์ก็มีตรัสไว้ ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ เราก็มาลองพิจารณากันไปทีละเปราะ คำพังเพยไทยก็ว่าไว้ อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังวาจา ที่ว่าอยู่กับมิตร นั้นหมายถึงว่า คนเราต้องมีการสังคมจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ทีนี้เมื่ออยู่กับผู้อื่นก็ต้องมีการสังสรรเสวนากัน เป็นที่แน่ชัดว่าในการสร้างสังคมนั้น หน่วยต่างๆ และสาขาต่างๆของสังคมมีความสำคัญมาก ความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกของสังคม จำต้องอาศัยกระบวนการหนึ่งนั่นก็คือต้องมีกระบวนการสื่อสาร เรามักพูดถึงสังคมในลักษณะของโครงสร้างที่แน่นอนซึ่งกำหนดโดยประเพณี แต่แท้ที่จริงแล้ว สังคมเกิดจากระบบของความเกี่ยวพันที่ลึกซึ้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างสมาชิกขององค์การต่างๆ ไม่ว่าองค์การนั้นจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ มีความสลับซับซ้อนมากหรือน้อยเพียงใด นับตั้งแต่คู่รัก หรือครอบครัวไปจนถึงสันนิบาตชาติหรือมวลชนในนานาประเทศสามารถรับทราบข่าวสารกันได้ โดยผ่านสื่อมวลชน ระหว่างวัฒนธรรมทุกระบบและพฤติกรรมทางสังคมทุกพฤติกรรมล้วนเกี่ยวข้องกับการสื่อสารไม่โดยตรงก็โดยอ้อม สื่อสารเป็นระบบการติดต่อขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปจะหมายถึงภาษา คือเสียงพูด แม้ว่าสิ่งมีชีวิตอาจติดต่อถึงกันด้วยวิธีอื่นๆจะสามารถกระทำได้อย่างมากมายหลายวิธี แต่คนเราจะใช้เสียงพูดเป็นหลักในการติดต่อแสดงความต้องการหรือแสดงความไม่ต้องการให้แก่กันทราบสังคมเดิมขนาดเล็กสมาชิกก็อาศัยการสื่อสารด้วยการบอกเล่าจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง(Word of mouth ,face to face ,inter-personal communication ) ดังนั้นคำพังเพยที่เตือนนั้นเป็นกฎข้อต้นๆที่ถูกต้องแล้ว ว่าอยู่กับมิตรระวังวาจาเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดต่อไป ถ้ายังร่วมสังคมกันอยู่นั่นเอง
สื่อเป็นเครื่องนำไปซึ่งข้อเท็จจริง ความรู้ ความต้องการ คำสอน คำแนะนำ แรงกระตุ้น แรงจูงใจ โชคลาภ ทุกข์ร้อนฯลฯ Let's get rid of Thailand's crisis.All we need read http://aumuttanopiyohomi.blogspot.com/ , http://vanchana-vanchana.blogspot.com/ , http://kamalvichitsrasatra.blogspot.com/ ,If we followup ,we will be succeed together.
สื่อเป็นเครื่องนำไปซึ่งข้อเท็จจริง ความรู้ ความต้องการ คำสอน คำแนะนำ แรงกระตุ้น แรงจูงใจ โชคลาภ ทุกข์ร้อนฯลฯ Let's get rid of Thailand's crisis.All we need read http://aumuttanopiyohomi.blogspot.com/ , http://vanchana-vanchana.blogspot.com/ , http://kamalvichitsrasatra.blogspot.com/ ,If we followup ,we will be succeed together.

10 ความคิดเห็น:
อาจารย์รับสอนภาษาไทยเด็กไหมค่ะ ลูกชายอ่านหนังสือไม่ออกเท่าไร สะกดคำยังไม่ถูกต้อง ตอนนี้ ป.6 แล้วค่ะ เพราะการศึกษาที่โรงเรียนสอนแต่ให้เด็กท่องจำ สอนให้เขียนสวย แต่ไม่ได้สอนให้อ่านเป็น
เรียนคุณสมคิด ผมต้องขออภัยอย่างยิ่ง เข้ามาดูช้า จึงพลาดโอกาสฉลองศรัทธาแด่คุณ เอาเป็นว่า เราคุยกันก็แล้วกัน ผมไม่เป็นงานคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ท ก็ไม่ทราบจะไปต่ออย่างไร พอดีเริ่มเรียนรู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงตลิกดู และพบเห็นข้อความที่คุณแสดงไว้ คุณใช้นามแฝง vanchana คลิกดู กูเกิ้ล อ่านผลงาน กมล วิชิตสรสาตร์ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มีบุตร และรักบุตรมากเช่นคุณ
การสอนอ่านหนังสือไทยให้ออกนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าหากได้ทำอย่างถูกวิธี เพราะหลักการของหนังสือไทยก็มีเรื่อง"อักขรวิธี หรือ วิธีอักษรไทย"อยู่แล้ว แต่ที่เป็นเรื่องยุ่งยากขึ้นมา มันเป็นเรื่องของ"มากหมอมากความ"มากกว่า
หมอแพทย์ทายว่าไข้ ลมคุม
แม่มดว่าผีกุม ให้ร้าย
โหรว่าเคราะห์แรงรุม ทำโทษ
ปราชญ์ว่ากรรมเองไซร้ ก่อให้เป็นเอง
ดังนั้นถ้าใช้วิธีการซึ่งถูกต้องแบบเก่ากลับมาใช้ เพียงแต่หาขั้นตอนอันเหมาะสมเพื่อนำเข้าสู่บทเรียนเท่านั้นเอง การสอนอ่านหนังสือไทยสำหรับเด็กไทยก็จะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป เรื่องที่ผมค้นพบเสนอไว้ที่บล็อก http://kamalvichitsarasatra.blogspot.com ถ้าใครหาวิธีนำเด็กเข้าสู่บทเรียนได้ มาร่วมมือกัน สร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความสุขสงบดังเดิม ขอบคุณครับ
มีคนอ่านผลงานของผม แล้วติดต่อมา ขอร้องให้ผมเขียนต่อให้จบ เพราะอยากทราบเรื่องที่ผมขมวดปมไว้ แต่ผมก็เรียนตอบไปว่า สิ่งที่อยากทำ คือผลิตตำราสอนอิ่นหนังสือไทยฉบับที่ผมคิดได้ออกเผยแพร่ โต้ตอบกันทางอีเมลอยู่หลายคราว ท้ายที่สุดท่านก็แนะนำนักประมาณการให้พูดคุยกับผมทางโทรศัพท์ ท่านประมาณการว่าผมต้องใช้เงิน ๕ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ความฝันของผมจึงเป็นจริงได้ และย้ำว่าผมควรจะเขียนเรื่องต่อดีกว่า อย่างน้อยจะได้เงิน๑ล้านบาทแน่ๆ เมื่อเราต้องการคนละอย่าง ก็น่าจะไปกันได้ เพราะเข้าหลัก การไม่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่กระนั้นก็ยังต้องรอ ต่อไป เพราะผมเรียนว่าผมอยากให้เกิดความชัดเจนเรื่องวันเดือนปี เพราะผมเขียนจากความจำ ต้องการเอกสารบางอย่างเทียบเคียง ท่านก็รับว่าจะพยายาม เพราะฉะนั้นท่านผู้อยากอ่านก็ต้องพยายามทำใจทนรอต่อไปครับผม
ผมได้รับคำชม ว่าเขียนหนังสือดี อ่านเพลิน ผมเขียนเล่าไว้ที่ url http://www.vcharkarn.com/my/57974 จริงๆแล้วไม่อยากเขียน นิยาย เพื่อขายหาเงินทุน สำหรับทำงานใหญ่ แก้ไข ปัญหาของชาติ ซึ่งยุ่งเหยิง
อยู่ขณะนี้ แต่จำเป็นต้องทำแล้ว เพราะไม่มีวิธีอื่น ที่จะทำต่อได้ ผมติดขัดตรงที่อยากได้ข้อมูล สำเนาเอกสารประวัติของพ่อ อยู่ที่ กรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม คือ นายพันเอกพระยาวิชิตสรสาตร์(จู วัชรเสถียร)ใครที่ทำงาน รับราชการ ที่นั่น กรุณาแนะนำผมได้ครับ โทร.๐๘๗๕๙๐๓๖๓๐ ขอบคุณล่วงหน้าครับ
สังคมเละเทะเพราะความเชื่อที่สับสนของคนเรา ที่พยายามจะหาเครือข่ายและแนวร่วม เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง จึงปลุกระดมให้เป็นมวลชนเป็นกลุ่มก้อนมหึมา ถ้าเราแก้ไขให้ทุกๆคนมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เชื่อง่าย แต่ละคนก็จะ ไม่ฝักฝ่ายใด ต่างคนต่างอยู่ แบบอัตตาหิ อัตตโน นาโถ ผลประโยชน์ก็ไม่ขัดกัน สังคมก็สงบ วิสาสะ ปรมา ลามปาม ก็ไม่เกิดขึ้น
ผมวางหัวลูกศรของเม้าต์ไว้ที่คำ ภาษาไทย คำหนึ่ง มีคำ
แปลเป็นภาษาอังกฤษปรากฏขึ้นมาหลายคำ ผมจึงถึงบางอ้อ
เพราะภาษาไทยกับภาษาอังกฤษมีลักษณะของคำที่จะนำมา
ใช้ในด้านของ ความหมาย ไม่เหมือนกันนี่เองเป็นเหตุ ให้
ความคิดของคนไทยกับคนต่างประเทศ(โดยเฉพาะชาติ
ตะวันตก)จึงมีคำกล่าวว่า พูดไทยก็คิดอย่างไทย พูดฝรั่งก็
คิดอย่างฝรั่ง เพราะวิธีคิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรวบรวมและ
เรียบเรียงความคิด จึงไม่อาจใช้วิธีเดียวกันได้ ภาษาฝรั่งมี
คำน้อย คำหนึ่งคำจึงมีความหมายมาก ไม่สามารถจำกัด
ความแต่ละความหมายลงไปในคำหนึ่งคำได้ แต่ภาษาไทยมี
คำมาก จึงสามารถกำหนดความหมายหนึ่งความหมายเข้าไว้
ในคำหนึ่งคำได้(หนึ่งคำหนึ่งความหมาย)และที่มีคำมาก
ความหมายในคำของภาษาไทยขณะนี้เป็นเพราะคำภาษาถิ่น
และคำภาษาต่างประเทศ ถูกนำเข้ามาใช้ในภาษาไทยอย่าง
ไร้ระเบียบ ปราศจากกฎเกณฑ์นั่นเอง เพราะราช
บัณฑิตยสถานอ้างว่า มีหน้าที่รวบรวมคำที่มีผู้ใช้ มาเก็บไว้
เท่านั้นเอง ที่จริงถ้าจะรวบรวมคำไทยสี่ภาค มาคัดกรองคำที่
มีความหมายซ้ำกัน มากำหนดใช้เป็นคำไทยมาตรฐานของ
ประเทศไทย ทำให้เป็นกิจลักษณะ ก็จะดี ซึ่งจะต่างจาก การ
ใช้คำภาคกลางมากำหนดใช้เป็นภาษากรุงเทพ และใช้เป็น
ภาษามาตรฐาน(ผมเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด)
การศึกษาของไทยผิดพลาดมาตั้งแต่ยอมรับความคิดของ
จอห์น ดิวอี้มาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการรับรู้
เกี่ยวกับกระบวนการสอนอ่านหนังสือ จอห์น ดิวอี้บอกว่าให้
สนใจเนื้อเรื่องที่ควรรับรู้ มากกว่าตัวหนังสือ(อักขระ)มันจึง
เข้ากันไม่ได้กับความคิดของคนไทย เดี๋ยวนี้จึงมีคำ
ว่า"บริบท"ใช้กันเกร่อ ซึ่งในหมู่คนไทยไม่จำเป็นต้องใช้
เลย เพราะคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ต้องตีความใดใดเมื่อ
ใช้ภาษาไทยกับคนไทย เรื่องการตีความ มีมาพร้อมกับการ
สร้างกฎหมายไทยขึ้นใช้ การเลี่ยงความเลี่ยงคำก็มาพร้อม
กับการไม่อยากพูดคำลามกอนาจาร น่ะครับ
มีโอกาสชมอาจารย์ปทุมพร วาดเขียน ครูต้นแบบสอนภาษาอังกฤษผ่านโทรทัศน์ครูเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษ รู้สึกเห็นใจ คนที่พยายามเรียนภาษาอังกฤษเหลือเกิน เพราะเขาเหล่านั้นต้องอุตสาหะอย่างเต็มสติกำลัง เพียงเพื่อจะให้พูดสำเนียงให้เหมือนฝรั่ง ที่เราคนไทยเรียกต่างชาติว่าฝรั่ง ก็มีหลายชาติหลายภาษาแตกต่างกันออกไป แต่ทว่าภาษาอังกฤษที่ใช้ ก็ยังแยกประเภทเป็นภาษาอังกฤษสหราชอาณาจักร(บริติช)และภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน สรุปแล้วยุ่งยากมาก ยิ่งได้เห็นการทำปากรูปแบบต่างๆ ขณะออกเสียง ดูหน้าเหยเกชอบกล ไม่น่ารักเลย ก็ทำให้สงสัยว่า พูดภาษาไทยสบายกว่าตั้งเยอะ รูปหน้าก็เรียบเฉย พูดได้เต็มปากเต็มคำ เรียกได้ว่าถนัดชัดเจนทั้งการฟังและการพูด ก็แล้วทำไม เราคนไทยไม่ส่งเสริมให้ภาษาไทย เป็นภาษากลางของชาติในอาเซียนกันบ้างนะ
แสดงความคิดเห็น